และอ่อนแอ..

ไม่ทุกข์แต่ก็ไม่สุข / เรื่องซ้ำซ้ำ / เหมือนย่ำเท้าอยู่ที่เดิมตลอด / การก้มหน้าอ่านหนังสือคือวิธีปลีกตัวที่ดีที่สุดของคนสันโดษ / ไม่ได้เขียนบันทึกหลายวันแล้ว / แม้แต่มองยังไม่อยากหันไปมอง / พอพอกันกับที่ไม่อ่าน / ชาติกลับบ้านหลายวัน / กินเหมือนเดิมทั้งอาทิตย์ / สี่แผ่นดิน / ความเงียบหลังเสียงวางสายโทรศัพท์ / ไม่กล้ากดอ่านข้อความ / จะหาความเศร้าที่ไหนมาเขียนงาน / พอแล้วสงครามแบบนี้ / ให้ความสำคัญกับตัวเองมากเกินไป / แค่หมีตัวหนึ่งหายไป / เหมือนลูกลิงในหัวใจที่หายไปนานแล้วเช่นกัน.

 

 
บางฉากในหนัง บางท่อนของเนื้อเพลง
ในข้อความบางบรรทัดของหนังสือ ในบทสนทนาจากโต๊ะข้างข้าง
น่าแปลก ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของเราเลยสักนิด
แต่ยังมีอิทธิพลพาความคิดเราให้ล่องลอยไปได้ไกลขนาดนั้น
ใครบางคนที่เดินเข้ามาในชีวิต หยุดอยู่ และเดินจากเราไป
มักทำให้เราต้องเหลียวกลับไปมองข้างหลังอยู่เสมอ
เราเผลอเรอหลงลืมทิ้งใครเอาไว้ข้างหลังหรือเปล่า
คำตอบที่ดีพอไม่เคยมีและจะไม่มีคำตอบที่ดีพอ
จึงให้เป็นความลับเล็กเล็กของชีวิตที่เราไม่เคยบอกใคร
ทำไมเราจึงไปที่นั่นเป็นประจำ – เสมอเสมอ – ลำพัง – คนเดียว
จะบอกได้อย่างไรว่าเราหวังเพียงจะได้เดินสวนกับใครบางคน
ที่เคยพูดไว้เพียงครั้งเดียวว่าเขาก็เคยไปที่นั่น
มันตลกเกินไป ไร้เหตุผลเกินไป ดูโง่เกินไปในสายตาใครใคร
เราอยากเดินสวนกับคนที่เราไม่เคยรู้เลยว่าใครคนนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร
เอาเข้าจริงเราก็อ่อนแอ เปราะบาง และขี้ขลาดกับตัวเองเกินไป
ยังสบายดีอยู่ไหม เราพูดคำนี้ให้เยาที่สุดเท่าที่จะเบาได้
นอกเหนือไปจากนี้, เธอคือพิ้นที่ที่เว้นว่าง ว่างเปล่า
สถานที่ที่แม้แต่เท้าก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป
และต้องบอกตัวเองซ้ำซ้ำว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นจริง.

 

 

02.40

สมุดบันทึกที่เขียนไปเกือบหมดเล่ม แผ่นซีดี 5-6 แผ่นที่ยังไม่ได้ฟัง โปสการ์ดที่เขียนไว้แต่ยังไม่ได้ส่ง ของขวัญวันเกิดที่ยังมาไม่ถึง หนังสือกองใหญ่ การ์ตูนเล่มที่ 15 ฯลฯ

ดูเหมือนโลกนี้จะเต็มไปด้วยของที่มีเจ้าของที่อยู่ผิดที่ผิดทาง ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นใครอีกคนในกระจกที่เราไม่เคยกล้าสบตาเลยสักครั้ง

เอาเข้าจริงพอถึงเวลาต้องคัดแยก ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่เกินไป และยากกว่าที่คิด

ใครบางคนที่เคยทำให้เราฝันได้ไกลกว่าที่เราเคยฝัน กล้าจะเป็นใครอีกคนที่เราไม่เคยกล้าเป็น และฝันถึงสถานที่ที่เราไม่เคยนึกว่าจะมีวันได้ไปถึง แต่เราก็อยู่ที่นั่น

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานเลี้ยงที่มีคนแค่เพียงสองคนมาตั้งแต่เริ่มงาน เราไม่อาจสบตากันได้ตลอดไป เวลาผ่านไปเรื่องราวที่พูดคุย, เราก็ไม่รู้ว่าจะหาอะไรมาคุยกันต่อได้อีก

เพียงแค่ตื่นแล้วทุกอย่างก็จบ เท่านี้เองใช่ไหมที่ความรักอนุญาตให้เราได้ก้าวไปถึง

ไม่ว่ามันจะเริ่มต้นอีกสักกี่ครั้ง มันก็มักจะจบลงแบบเดิมเดิม แบบเดียวที่เคยกระตุ้นเตือนเรามาก่อนหน้านี้ ข้อวินิจฉัยที่เธอสรุปออกมาคล้ายเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน บางทีเราอาจจะไม่ได้รักกันตั้งแต่แรกแล้ว

หวาดกลัวความเหงาจนถึงขนาดต้องลากใครอีกคนเข้ามาร่วมสังฆกรรม แล้วบอกว่านี่คือความรัก เราไม่ได้ชุ่ยขนาดนั้นแน่แน่ เชื่อเถอะ

เราไม่มีทางทำให้เธอเชื่อเลยใช่ไหมว่าทั้งหมดนี่เรียกว่าความรัก?

สถานที่ซึ่งเคยบอกตัวเองว่าเป็นความสุข ยังคงเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับคนที่หัวใจอ่อนแอ

เคยสังหรณ์ใจมาก่อน เพียงแต่ไม่นึกว่ามันจะเร็วขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าปรับตัวไม่ทัน เพื่อนฝูงหลายคนที่เคยล่วงหน้ามาทางนี้ก่อนล้วนต่างยืนทักทายเราผู้มาใหม่ ทั้งทั้งที่เพิ่งปลอบมันไปแท้แท้ว่าเอาเถอะ เดี๋ยวอะไรอะไรก็จะดีขึ้นเองแหละ

กลายเป็นเราที่ต้องขอคำเหล่านั้นกลับคือมาปลอบโยนตัวเอง

หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข กับผู้ชายที่ไม่ได้รับอนุญาตให้มีความสุข ดูยังไงก็ไม่เห็นทางว่าจะร่วมเดินทางกันได้อย่างไรใช่ไหม เธอมองไม่เห็นอนาคตใช่ไหม มันคงพร่าเลือนเกินกว่าจะฝืนใจเดินไปข้างหน้า

ไม่อยากตั้งถามกับตัวเองว่าต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร เพราะคำตอบทั้งหมดล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่เคยอยากให้เกิดขึ้น แค่ยอมรับมันก็ยากพอแล้ว

ยังไม่รวมถึงความเชื่อที่ว่าบางทีตัวเราอาจจะอยู่ผิดที่ผิดทางมาตั้งแต่แรก 

คงเพราะโลกนี้จะเต็มไปด้วยของที่อยู่ผิดที่ผิดทาง ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นใครอีกคนในกระจกที่เราไม่เคยกล้าสบตาเลยสักครั้ง

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม.

 

01.
ถ้าเราซื้อหนังสือวันละหนึ่งเล่มทุกวัน
สิ้นปีเราจะมีหนังสือสามร้อยหกสิบห้าเล่ม
แต่เพราะเราไม่ได้ซื้อหนังสือทุกวัน, วันละเล่ม
เราจึงมีหนังสือไม่ถึงสามร้อยหกสิบห้าเล่ม.

02.
มีหนังที่อยากดูเต็มไปหมด
แต่พอนึกถึงการเดินทางเข้าเมืองไปเพื่อดูหนังพวกนั้น
เวลาหนึ่งวันเต็มเต็มอาจไม่พอ
มันเหนื่อยเกินไป – เรี่ยวแรงแบบนั้นหายไปหมดแล้ว
นับวันนับวันข้อแม้ยิ่งถูกผ่อนปรนมากขึ้น
‘รอดูดีวีดีก็ได้วะ’ หลายครั้งแล้วที่บอกตัวเองอย่างนั้น
ผ่อนปรน โอนอ่อน ผ่อนปรน.

03.
เพลงนี้ให้เจี๊ยบ

 

/ ดู be the voice ผ่าน ustream / อยากให้มาเล่นที่เมืองไทย /  คิดถึงชะมัด /  ทำงานทุกวัน / หัวถึงหมอนหลับสนิท / ข้าวมันไก่ร้านเดิม 8 วันติดต่อกัน / โทรศัพท์เป็นใบ้ เข้าได้แต่ทวิตเตอร์ / เดินเซ็นทรัลก่อนมาทำงาน / ไม่อยากเดินคนเดียวแต่จำต้องให้เป็นไป / เพลงที่เคยชอบแต่ฟังเท่าไรก็ไม่เพราะ / สิ่งแปลกปลอมในโตเกียวของกระต่ายโง่ / อ่านจบจำได้แต่เรื่อง ‘คน’ / หันมองดูตัวเอง / สิ่งแปลกปลอมทุกสถานที่ / อะไรเอ่ยเข้ากับอะไรไม่ได้เลย / ซื้อกระดาษปอนด์มาอีกแล้ว / ไม่ได้วาดรูปนานแล้ว / ใครจะซวย? / แซนวิซซาลามี่, อร่อยดี / ซื้อซูชิคำละห้าบาทมากิน / หลับ – บานาน่า / หลงรักผู้หญิงคนนี้  junko wada /

/ วันทุกวันเหมือนเดิม / โลกยังหมุนในจังหวะเดิม / muji / มืออีกมือยังอยู่ในมือของเรา / ความสุขย้ำเตือนเราว่าอย่าประมาท / หอศิลป์  / พล็อตเล็กเล็กที่นึกออก / ระยะทางเดินเท้าเท่ากับหนึ่งหอบ / น้ำแอปเปิ้ลกับน้ำเบอรี่มิกซ์ / ถามตัวเองอีกทีว่าเราอยากทำอะไร / ความสุขกับความจริงเดินสวนทางกัน / ไม่, แม้แต่จะสบตากัน / ดีวีดีหน้าลิโด / ตะโกนเรียกตอนเดินผ่าน / รับสายแล้วทางนั้นบอกว่าโทรผิด / เรารู้สึกผิดกว่า / up in the air เจี๊ยบรีวิวจนอยากดู /  เรามันคนธรรมดาคนหนึ่ง / อ่านสัมภาษณ์บางอันแล้วร้องไห้ / แอ้มเก็บ bulletin ไว้ให้ / เส้นทางเดิน – เส้นทางเดิม /รู้สึกก่อนจึงจะรู้สา / ถ้าเป็นช็อคโกแลตคงละลายไปแล้ว / อยู่คนเดียวอีกแล้ว /ระหว่างรอยเท้าของเรามีเศษทราย /

 

 

เพราะไม่มีสตุ้งสตางค์มากมาย
วาเลนไทน์ปีนี้จึงมีเพียงกุหลาบคอหักที่หาได้ในนาทีสุดท้าย
บางทีก็นึกสงสัยตัวเองเหมือนกัน
จริงจริงแล้วเป็นคนละเอียดอ่อนแค่ไหนกัน
หรือเพราะเพลงเขาบอกว่ามันเป็นเรื่องง่ายง่ายที่ผู้ชายไม่รู้
คนอย่างเราจึงไม่รู้ ไม่รู้ และไม่รู้

นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ออกมายืนรอรถเมล์กลางดึก
ลมพัดเย็น ไม่กล้าสบตากับพี่คนขับแท็กซี่ที่มาจอดเทียบ
คืนนี้ไม่มีมือจะโบกหรอกนะพี่ วันหลังค่อยว่ากัน
นึกไปถึงว่าที่เจ้าของดอกไม้ดอกเหี่ยวดอกนี้
ป่านนี้คงหลับไม่รู้ไม่ชี้ไปแล้ว นึกนึกแล้วก็สงสาร
จะตกใจแค่ไหนนะ ถ้าต้องสะดุ้งตื่นมาเพราะเสียงเคาะประตูห้องกลางดึก

บทสนทนาก่อนวางโทรศัพท์ยังชัดเจน
ภาพที่เธอเขียนอะไรยุกยิกลงในสมุดบันทึก
คำถามที่ถามเท่าไรก็ไม่ยอมบอกว่าไอ้ พ น ก ว ล ท ล น มันคืออะไร
ไม่รู้ไม่เท่าไหร่ แต่เถียงกันอย่างนี้ทีไร ลงท้ายก็ทะเลาะกันทุกที
เสียงเพลงในวิทยุเมื่อตอนห้าทุ่มกว่ากว่ายังจี้ใจ..

“..ลวงหัวใจให้ใครช้ำพ่ายแพ้แก่ความรัก ต้องหยุดพักใจคงขื่นขมระบม
รักทำให้ตรมหมองไหม้ นี่หัวใจฉันเจ็บ เก็บเอาดวงใจฝากไป
ช่วยวานช่วยถามรักคือสิ่งใดอะไรหนา..”
*

กุหลาบแทนความรักทั้งหมดได้หรือเปล่า, ไม่รู้
ความรักจะสิ้นสุดเมื่อกุหลาบอำลาโลกไปหรือเปล่า, ไม่รู้
และทันทีที่กุหลาบถูกพรากจากต้น
เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วยหรือเปล่า,
ไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้

กุหลาบคอหัก ความรักของเธอคล้ายกับลมหนาว
พัดมาเพื่อจะย้ำเตือนความเหงาให้ชัดเจนว่ากำลังจะจากไป
ผ่านไปอีกปี
ผ่านไปอีกปี
และอีกปี..

และมันจะเป็นปีที่จะไม่เหมือนปีไหนไหนเลย

‘สุขสันต์วันแห่งความรักนะ’

* เนื้อบางส่วนจาก ‘รักคืออะไร’ โดยคณะดิ อินโนเซ้นท์

 

เมเคยถามว่าสมุดที่เมให้มาเอาไปทำอะไร ได้ใช้มั่งรึเปล่า
และนี่คือคำตอบ..

ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร
รู้แต่ว่ามันเป็นบางอย่างที่ใกล้ตัวมากมาก
บางทีคำพูดนับพันก็แทนได้ด้วยรูปภาพรูปเดียว
แต่เนื่องจากรูปภาพรูปเดียวไม่สามารถแทนชีวิตทั้งชีวิตได้
สมุดเล่มนี้จึงรวบรวมเอาไว้ทุกอย่างของชีวิต
ตั้งแต่วัยเยาว์ พ่อ ครอบครัว คน สัตว์ สิ่งของ
อาจเป็นเรื่องราวที่อยู่ภายใน

คนใกล้ใจเคยบอกว่าคนเราจะมีการเปลี่ยนแปลงทุก 7 ปีของชีวิต
เราจำไม่ได้ว่าตอนที่อายุ 7, 14, 21, 28 เราเปลี่ยนแปลงไปตรงไหนบ้าง
นอกจากรูปร่างและลักษณะทางกายภาพแล้ว
มันคงเป็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของภายใน
เศษเล็กเศษน้อยเหล่านี้เกิดขึ้นต่างเวลา ต่างวาระ
แม้จะจำไม่ได้ว่า ณ เวลานั้นตัวเองคิดอะไร
แต่เรารู้ว่าเรา, มนุษย์เพศชายที่อายุ 35 ปีคนนี้

เปลี่ยนไปแล้วจริงจริง.

 

Billie Holiday – Misty

Look at me
I’m an helpless as a kitten up a tree
and I feel like I’m clinging to a cloud
I can’t understand
I get misty just holding your hand

Walk my way
and a thousand violins begin to play
or it might be the sound of your hello
that music I hear
I get misty the moment you’re near

Can You say that you’re leading me on
And it’s just what I want you to do
don’t you notice how hopelessly I’m lost
that’s why I’m following you

On my own
would I wander through this wonderland alone
never knowing my right foot from my left
my hat from my glove
I’m too misty and too much in love..

Too misty and too much in love.

แม้สุดท้ายมันอาจจะจบลงคล้ายคล้ายที่เคยผ่านมา
อย่างน้อยเราก็เป็นคนที่ตัดสินใจด้วยตัวเราเอง
อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป ให้รู้ว่าเกิดจากความต้องการของเราเองนะ
ตัดสินใจแล้ว มั่นใจแล้วว่าจะเดินออกจากความสงสัยใดใด
ยังคงให้ ‘อารมณ์’ นำทางชีวิตอยู่ข้างหน้าเหตุผล
แม้บางเส้นทางอาจจะยังพร่าเลือน
แม้บางเวลาสองขาอาจพะว้าพะวงไม่กล้าก้าวเดินต่อ
บางทีมันอาจจะไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่คนหนึ่งคนจะรักใครอีกหนึ่งคน

แค่ได้รักและถูกรัก เท่านั้นก็พอแล้วไม่ใช่หรือ
แม้สุดท้ายมันอาจจะจบลงคล้ายคล้ายที่เคยผ่านมา.

 

ตราบใดที่มีเธอมิใช่เพื่อเทศกาลใดใด
ยังคงงดงามอยู่เสมอทุกครั้งที่ใจรู้สึก
เธอเห็นเช่นนั้นด้วยเช่นกันใช่หรือเปล่า
ตาเบบูญ่าเกลื่อนพื้นจนพื้นเป็นสีชมพู
ระวังทุกย่างก้าว กลัวกลีบดอกช้ำยิ่งซ้ำ
แต่ยิ่งระวังยังเผลอไผลทำตามที่หัวใจสั่ง

ไม่ได้เอาคำว่ารักมาเพื่อแอบอ้างเป็นเจ้าของดอกไม้
หากแต่ดอกไม้น้อยอยู่กับฉันนานอีกนิดจะได้ไหม
เธออาจไม่ได้อยู่ในแจกันแก้วสวยใส
แต่เธอทอดตัวสงบนิ่งอยู่ที่กลางหัวใจดวงนี้, รู้ไหม

พจนานุกรมของฉันมีถ้อยคำอยู่ไม่มากนัก
ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นคำกริยาว่าทำอะไรอยู่
และคำแรกที่เธอสามารถมองหาได้โดยไม่ยากเย็น
เธอเป็นอาการตกหลุมรักที่มีสาเหตุ มีเหตุผล

‘อย่าสวยไปกว่านั้น อย่าหวานไปกว่านี้’
เพราะฉันไม่อาจบีบบังคับเธอเช่นนั้นได้
ฉันจึงรักเธอ..

ไม่ว่าเธอจะเป็นคำตอบต่อคำอธิษฐานของใครก็ตาม.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.